มาอีกแล้ว “น้ำพลังแม่เหล็ก” บำบัดโรคได้สารพัด

มาอีกแล้ว “น้ำพลังแม่เหล็ก” บำบัดโรคได้สารพัด

ฟซบุ๊คเพจ หมอแล็บแพนด้า ชี้แจงกรณีของ “น้ำพลังแม่เหล็ก” ที่วางจำหน่าย หลอกขายประชาชน ว่าสามารถรักษาได้สารพัดโรค นอกจากนี้ยังมีการนำน้ำมาส่องผลึกผ่านกล้องจุลทรรศน์ เพื่ออวดอ้างความพิเศษของน้ำแต่ละชนิด ซึ่งอันที่จริงแล้วน้ำดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติพิเศษในทางการแพทย์แต่อย่างใด

ดังนั้น จึงเตือนประชาชนว่า อย่าหลงเป็นเหยื่อของแก๊งค์มิจฉาชีพ ที่หลอกขายน้ำวิเศษในชื่อต่างๆ ทั้ง น้ำโมเลกุลเล็ก น้ำโมเลกุลหกเหลี่ยม น้ำพลังงานแมกเนติก น้ำพลังงานแม่เหล็ก น้ำดื่มปรับโมเลกุล น้ำพลังบำบัด น้ำดื่มสวดมนต์ ฯลฯ รวมถึงเครื่องทำน้ำวิเศษเหล่านี้ เพราะไม่มีรายงานผลทางการแพทย์มายืนยันได้อย่างชัดเจน

ภูมิคุ้มกันสร้างได้! เริ่มต้นง่ายๆ ที่อาหาร

เราอาจจะได้ยินคำนี้อยู่บ่อยๆ แต่รู้หรือไม่ว่าจุลินทรีย์เป็นสิ่งที่อยู่ใกล้ตัวมากกว่าที่เราคิด เพราะจุลินทรีย์มีอยู่ในอาหารหลายอย่างและอยู่ในระบบทางเดินอาหารของเราด้วย ถึงตอนนี้บางคนอาจจะมีคำถามว่า แล้วการที่มีจุลินทรีย์อยู่แบบนี้นี่มันดีหรือไม่ดีต่อร่างกายเรากันแน่

จะตอบคำถามนี้ได้ต้องอธิบายก่อนว่า จุลินทรีย์แบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือชนิดดีและชนิดไม่ดี ซึ่งในระบบทางเดินอาหารของเรานั้นเป็นแหล่งอาศัยของจุลินทรีย์รวมกันมากกว่า 400 สายพันธุ์ ในสภาวะปกติที่ร่างกายแข็งแรง อัตราส่วนระหว่างจุลินทรีย์ดีและไม่ดีจะอยู่ที่ประมาณ 80 ต่อ 20 ขึ้นอยู่กับสภาพร่างกายและอาหารที่กิน แต่เมื่อไหร่ที่จำนวนจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีเพิ่มขึ้นจนเสียสมดุลแล้วล่ะก็ ภูมิคุ้มกันในร่างกายก็จะลดลง ส่งผลให้ร่างกายส่งสัญญาณเตือนในรูปแบบของความอ่อนแอและโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ เพราะภูมิคุ้มกันในร่างกายส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับสมดุลจุลินทรีย์ และจุลินทรีย์เองก็อาศัยอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ทั้งสองระบบนี้จึงเกี่ยวข้องกันอย่างใกล้ชิด โดย 70 เปอร์เซ็นต์ของระบบภูมิคุ้มกันมาจากระบบทางเดินอาหาร พูดง่ายๆ ว่า ถ้าเรากินอาหารที่ผ่านการแปรรูป หรือผ่านกระบวนการผลิตหลายขั้นตอน นอกจากร่างกายจะได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์น้อยลงแล้ว อาหารพวกนี้ยังเป็นขุมพลังชั้นเยี่ยมของจุลินทรีย์ชนิดไม่ดีอีกด้วย

นอกจากเรื่องผลกระทบที่มีต่อระบบภูมิคุ้มกันของเราแล้ว จุลินทรีย์ไม่ดียังมีความสามารถในการหมักย่อยโปรตีนเพื่อใช้ในการเจริญเติบโตของมันยังทำให้เกิดสารที่มีกลิ่นเหม็นเน่าที่ระบายออกมาทางระบบขับถ่าย และยังสร้างสารพิษซึ่งในกรณีร้ายแรงที่สุดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าเรากินอาหารที่มีประโยชน์ อย่างอาหารที่มีจุลินทรีย์ดีโพรไบโอติกก็จะส่งผลให้ภูมิคุ้มกันทำงานได้ดีขึ้น สามารถสู้กับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่างกายได้ ทั้งยังเพิ่มตัวช่วยในการขับสารพิษและช่วยให้ลำไส้ดูดซึมสารอาหารได้ดีขึ้นด้วย

5 ประโยชน์สุดเริ่ดจากการออกกำลังกายแบบ “คาร์ดิโอ”

ทำไมคนถึงชอบออกกำลังกายด้วยการวิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอโรบิค? ชาว Sanook ทุกคนทราบกันหรือเปล่าคะ นั่นเป็นเพราะว่าทั้ง 3 อย่างที่กล่าวมานั้นเป็นการออกกำลังกายแบบ Cardiovascular Exercise หรือที่บ้านเราเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่า คาร์ดิโอ นั่นเอง การออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอดียังไง ต้องวิ่ง ว่ายน้ำ หรือแอโรบิคติดต่อกันนานเท่าไรถึงจะได้ผล มาดูคำตอบกันค่ะ

คาร์ดิโอ คืออะไร? การออกกำลังกายแบบ Cardiovascular Exercise หรือ คาร์ดิโอ เป็นการออกกำลังกายที่ไม่ได้เน้นไปที่กล้ามเนื้อส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายเป็นพิเศษ จะเรียกสั้นๆ ง่ายๆ ว่าเป็นการ “ออกกำลังใจ” ก็ได้ เพราะคาร์ดิโอเป็นการออกกำลังกายที่เน้นการขยับเขยื้อนร่างกาย เพื่อส่งผลต่ออัตราการเต้นของหัวใจนั่นเอง โดยปกติแล้วการเล่นคาร์ดอโอจะเป็นการกระตุ้นให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น 60-85% เมื่อเทียบกับอัตราการเต้นของหัวใจสูงสุด หัวใจเหมือนได้ออกกำลัง เต้นเร็วขึ้น สูบฉีดเลือดดีขึ้น เมื่อถึงเวลาที่ร่างกายต้องการการทำงานของหัวใจที่มากขึ้น หัวใจจะได้มีกำลังมากพอในการดูแลร่างกายให้เป็นปกติยังไงล่ะ
คาร์ดิโอ คือออกกำลังกายแบบไหนบ้าง? ไม่ใช่เพียงแค่ วิ่ง ว่ายน้ำ แอโรบิค เท่านั้น แต่ยังมีปั่นจักรยาน กระโดดเชือก และอื่นๆ อีกมากมาย โดยเราจะรู้ได้ว่าเรากำลังออกกำลังกายแบบคาร์ดิโออยู่นั้น สามารถเช็คได้จาก
– เป็นการออกกำลังกายระดับเบา ถึงปานกลาง แต่ยาวนานต่อเนื่องไม่ต่ำกว่า 20 นาที
– เป็นการออกกำลังกายที่ทำให้หัวใจเต้นเร็วขึ้น
– ร่างกายจะต้องการออกซิเจนเพิ่มขึ้น หายใจถี่ขึ้น เหงื่อออกง่าย

ประโยชน์จากการออกกำลังกายแบบคาร์ดิโอ
1. ทำให้หัวใจแข็งแรงมากยิ่งขึ้น สามารถสูบฉีดโลหิตหล่อเลี้ยงไปทั่วร่างกาย ทุกสัดส่วนได้ดียิ่งขึ้น
2. ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตได้ดียิ่งขึ้น
3. เพิ่มการเผาผลาญพลังงาน มากกว่าการออกกำลังกายแบบอื่นๆ ดังนั้นใครที่อยากลดน้ำหนัก กระชับสัดส่วนแล้ว อย่าลืมคาร์ดิโอด้วยนะ

เจริงหรือไม่? “ขิง” ช่วยกำจัดสารนิโคตินในปอดได้

ช่วยกำจัดสารนิโคตินที่สะสมอยู่ในปอดได้” ว่า เป็นเรื่องไม่จริง เพราะอันที่จริงแล้ว สารที่สะสมอยู่ในปอด ที่เราเห็นเป็นปอดดำๆ เหมือนคราบน้ำมัน มันคือ “ทาร์” หรือน้ำมันดินในบุหรี่

ส่วนนิโคติน จะเข้าสู่กระแสเลือด ไปออกฤทธิ์ในสมอง ทำให้เสพติดบุหรี่ และเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคต่างๆ เช่น โรคหัวใจ เส้นเลือดในสมอง และอื่นๆ

นอกจากนี้ สารพิษที่มากับบุหรี่ ไม่ได้มีแค่นิโคติน เพราะยังมีคาร์บอนมอนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยาไนด์ โพโลเนียม 210 แคดเมียม แอมโมเนีย ฟอร์มาลดีไฮด์ ตะกั่ว และอื่นๆ อีกมากมาย ดังนั้นถ้าอยากกำจัดสารพิษออกจากปอด การเลิกสูบบุหรี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดค่ะ

นักวิจัยพบ “นมแมลงสาบ” โปรตีนสูงกว่านมวัว 3 เท่า

นักวิทยาศาสตร์ชาวอินเดีย ได้ค้นพบโปรตีนที่มีคุณค่าสูงในนมแมลงสาบ ซึ่งการค้นพบครั้งนี้อาจมาซึ่งประโยชน์มากมายในอนาคต ทั้งนี้ Indiatimes.com ได้เผยแพร่ข่าวการค้นพบครั้งนี้ว่า นักวิทยาศาสตร์ ได้พบส่วนประกอบสำคัญในนมแมลงสาบ ซึ่งมีคุณค่าอาหารสูงมากกว่านมวัวเสียอีก และในอนาคตสิ่งนี้อาจจะนำมาใช้เลี้ยงประชากร ที่กำลังเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ บนโลกของเราได้

ผลการวิจัยนิ้ ได้มีการตีพิมพ์ลงในวารสาร IUCJ หรือ Journal of the International Union of Crystallography โดยระบุว่า จริง ๆ แล้ว แมลงสาบไม่มีน้ำนม ผลิตน้ำนมไม่ได้ แต่มีแมลงสาบสายพันธุ์ Diploptera punctate เป็นสายพันธุ์ที่ออกลูกเป็นตัว และยังมีโปรตีนเลี้ยงลูกของมันตั้งแต่เป็นตัวอ่อนในท้องด้วย จึงเรียกง่าย ๆ ว่านมแมลงสาบ นักวิทยาศาสตร์ ได้ค้นพบว่า โปรตีนของแมลงสาบสายพันธุ์นี้ มีคุณค่าสูงมาก หากเปรียบเทียบในปริมาณที่เท่ากับนมวัว จะพบว่า คุณค่าอาหารของนมแมลงสาบ สูงกว่านมวัวถึง 3 เท่าเลยทีเดียว

อย่างไรก็ตาม เมื่อพูดถึงการจะนำนมแมลงสาบมาใช้นั้น ยังเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ยาก แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้มองเห็นช่องทางที่จะพัฒนางานวิจัย ไปสู่การได้มาซึ่งโปรตีนคุณภาพสูง Sanchari Banerjee นักวิจัย ได้กล่าวว่า โปรตีนที่ค้นพบนี้ คือโปรตีน Crystals ซึ่งเป็นอาหารที่สมบูรณ์แบบ ประกอบไปด้วยโปรตีน ไขมัน และน้ำตาล รวมทั้งยังมีกรดอมิโน ที่มีคุณประโยชน์อย่างมากอีกด้วย

พระสงฆ์เสี่ยงเบาหวาน-ไขมันสูง จากอาหารใส่บาตร

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า พระสงฆ์มีบทบาทสำคัญต่อพระพุทธศาสนาและอยู่คู่กับสังคมไทยมาอย่างยาวนาน คนไทยส่วนใหญ่มีอุปนิสัยชอบทำบุญ เช่น ตักบาตร ถวายสังฆทาน ปล่อยนก ปล่อยปลา เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันสำคัญต่างๆ ทางพระพุทธศาสนา ซึ่งอาหารและสิ่งของที่พุทธศาสนิกชนนำมาถวายพระสงฆ์นั้น ถือว่ามีความสำคัญต่อโภชนาการของพระสงฆ์เป็นอย่างมาก เนื่องจากพระสงฆ์จะฉันอาหารที่ได้รับจากการบิณฑบาตหรือมีผู้ทำบุญถวาย ให้พออิ่มโดยไม่เลือกและไม่ติดรสชาติอาหาร เพื่อให้ร่างกายมีพลังงานดำรงชีวิตและปฏิบัติศาสนกิจประจำวันเท่านั้น ด้วยเหตุนี้จึงทำให้มีพระสงฆ์จำนวนไม่น้อยอาพาธด้วยโรคที่เกี่ยวข้องกับภาวะโภชนาการ เช่น โรคหัวใจขาดเลือด ความดันโลหิตสูง เบาหวาน ไขมันสูง เกาต์ ไตวาย เป็นต้น

จากสถิติของโรงพยาบาลสงฆ์ กรมการแพทย์ ปี 2558 พบว่ามีพระสงฆ์อาพาธเข้ารักษาด้วยโรคไขมันในเลือดสูง โรคเบาหวาน และโรคความดันโลหิตสูง เป็นลำดับต้นๆ ซึ่งโรคดังกล่าวเป็นกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ที่มีปัจจัยเสี่ยงมาจากการบริโภคอาหารหวาน มัน เค็ม เป็นประจำ ปัจจุบันพบว่าอาหารที่พุทธศาสนิกชนนำไปทำบุญถวายพระสงฆ์ มักเป็นอาหาร ที่มีไขมันสูง เช่น แกงกะทิ ขนมหวานต่างๆ นอกจากนี้ พระสงฆ์บางรูปสูบบุหรี่ ดื่มกาแฟ ดื่มเครื่องดื่มชูกำลังเกิน 2 ขวดต่อวัน และฉันอาหารที่ปรุงไม่ถูกสุขลักษณะ จึงทำให้กระทบต่อสุขภาวะของพระสงฆ์และนำไปสู่การเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ

รองอธิบดีกรมการแพทย์ กล่าวเพิ่มเติมว่า ในช่วงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาทั้งวันอาสาฬหบูชาและวันเข้าพรรษา ที่กำลังจะมาถึงพุทธศาสนิกชนชาวพุทธที่จะทำบุญตักบาตร ถวายสังฆทาน ถวายเทียนพรรษา หรืออื่นๆ ควรพิถีพิถันในการเลือกสิ่งของที่มีคุณภาพและมีประโยชน์ต่อพระสงฆ์ สามเณร เช่น ข้าวกล้อง ข้าวซ้อมมือ พืชตระกูลถั่ว พืชผัก ผลไม้ที่ไม่หวานจัด อาหารประเภทเนื้อปลา เต้าหู้ เป็นต้น หากเป็นอาหารสำเร็จรูปควรสังเกตวันผลิต วันหมดอายุ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็มจัด หวานจัด และมีไขมันสูง เพื่อให้พระสงฆ์ สามเณร มีสุขภาพดีห่างไกลจากโรคต่างๆ และเป็นไปตามเจตนาของการทำบุญอย่างแท้จริงด้วย

5 เคล็ดลับการเลือกรองเท้าวิ่งสำหรับผู้หญิง

ปัจจุบันการวิ่งเป็นกีฬาที่นิยมมากขึ้น และยังเป็นกีฬาที่ใช้อุปกรณ์ในการเล่นน้อย เพียงแค่มีรองเท้าคู่ใจก็สามารถเริ่มวิ่งได้ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไม่ควรมองข้ามคือ การเลือกรองเท้าเพื่อใช้วิ่งอย่างถูกต้อง เนื่องจากเท้าเป็นศูนย์รวมของเส้นประสาทจำนวนมาก ดังนั้นหากเลือกรองเท้าเพื่อใช้วิ่งอย่างไม่ถูกต้อง ก็อาจจะส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาวได้

สินีนาถ อรุณทรัพย์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายฝึกอบรม บริษัท อาดิดาส ประเทศไทย อธิบายถึงสรีระที่แตกต่างกันระหว่างผู้หญิงและผู้ชายว่า โดยทั่วไปแล้ว ผู้หญิงจะมีสะโพก มีอุ้งเชิงกรานที่กว้างกว่าผู้ชาย ทำให้มีแนวโน้มที่จะคว่ำเท้ามากกว่าผู้ชาย ซึ่งก่อให้เกิดแรงกดที่หัวเข่า รองเท้าของผู้หญิงจึงควรให้ความมั่นคงในบริเวณเท้าด้านใน เพื่อซัพพอร์ตลักษณะการคว่ำเท้าแบบนี้

สำหรับนักวิ่งมือใหม่ ที่ไม่รู้ว่าจะเลือกรองเท้าอย่างไรจึงจะเหมาะสมกับตนเอง ก็ควรคำนึงถึงเกณฑ์เหล่านี้เป็นสำคัญ
1.สถานที่ในการวิ่ง ผู้ที่เริ่มวิ่งควรประเมินลักษณะของพื้นผิวว่าจะวิ่งบนพื้นแบบใดบ่อยที่สุด ถ้าหากวิ่งบนพื้นคอนกรีตหรือพื้นยางมะตอย แรงกระแทกย่อมมีมากกว่าการวิ่งบนลู่วิ่งที่ยิม ดังนั้น ควรเลือกรองเท้าที่มีระบบรองรับแรงกระแทกที่ดีเพื่อป้องกันการบาดเจ็บที่อาจเกิดขึ้นได้
2.สังเกตรูปเท้าตัวเองว่าเป็นแบบใดหากมีอุ้งเท้าแบน (คือส่วนเว้าของอุ้งเท้าไม่มากหรือแทบจะแนบไปกับพื้น) การวิ่งอาจมีลักษณะวิ่งแล้วเท้าบิดเข้าด้านใน จึงต้องเลือกรองเท้าที่มีเทคโนโลยีซัพพอร์ต พยุงข้างเท้าด้านใน ให้ความมั่นคงในการวิ่ง การวัดลักษณะเท้าตัวเองสามารถทำได้หลายวิธี เช่น ใช้ Footscan ซึ่งตามปกติร้านรองเท้าจะมีอุปกรณ์ชิ้นนี้อยู่แล้ว และการจุ่มเท้าลงไปในน้ำแล้ววางบนกระดาษเพื่อพิมพ์รอยเท้า (Wet Test)
3.เวลาที่เหมาะสมในการเลือกซื้อรองเท้าและขนาดรองเท้า เวลาที่เหมาะสมในการเลือกซื้อรองเท้าคือช่วงบ่ายเนื่องจากเป็นช่วงที่เท้าขยายเต็มที่ หลังจากผ่านกิจกรรมระหว่างวันมาแล้ว และควรให้มีพื้นที่เหลือระหว่างปลายนิ้วเท้าและปลายรองเท้าข้างในประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร เพื่อรองรับการยืดขยายของเท้าในขณะวิ่ง
4.อายุการใช้งานของรองเท้า ปกติแล้ว ในกีฬาวิ่งเราจะใช้จำนวนระยะทางเป็นตัววัด เริ่มง่าย ๆ ที่การสังเกตตัวเองในการวิ่งแต่ละครั้ง เช่น วิ่ง 5 กิโลเมตร 3 วันต่อสัปดาห์ ก็จะเท่ากับว่าใช้ไปแล้ว 15 กิโลเมตรต่อสัปดาห์ หรือเท่ากับ 60 กิโลเมตรต่อเดือน
5.ทดลองสวมรองเท้าวิ่งด้วยตัวเอง เนื่องจากรองเท้าบางรุ่นอาจจะมีความคลาดเคลื่อนในเรื่องขนาด อันมาจากการออกแบบรวมถึงสรีระเท้าของแต่ละคนที่ไม่เหมือนกัน ดังนั้นก่อนซื้อรองเท้าวิ่งจึงควรทดลองใส่ด้วยตัวเอง มิฉะนั้น นอกจากจะเสียเงินแล้ว อาจได้รองเท้าวิ่งที่ใส่ไม่สบายทำให้ประสิทธิภาพในการออกกำลังกายลดลงอีกด้วย

ข้อห้ามอันตรายของ “เมล็ดเจีย”

ถึงนาทีนี้แทบไม่มีใครไม่รู้จัก “เมล็ดเจีย” ธัญพืชที่ตอบโจทย์ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักแต่ไม่อยากขาดสารอาหาร แต่…ไม่ใช่สำหรับทุกคน องค์การอาหารและยาของสหรัฐอเมริกา หน่วยงานความปลอดภัยด้านอาหารแห่งสหภาพยุโรป สมาคมโรคหัวใจอเมริกัน ฯลฯ และอีกหลายหน่วยงาน เผยตรงกันว่าเมล็ดเจียอาจไม่ได้กินแล้วดีต่อสุขภาพสำหรับทุกคน โดยเฉพาะคนที่ปัญหาเรื่องสุขภาพดังต่อไปนี้

“คนที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบกระเพาะอาหารและลำไส้” เช่น มีก๊าซในกระเพาะอาหาร แสบร้อนกลางอก รวมถึงกรดไหลย้อน เพราะยิ่งกระตุ้นให้ตับอ่อนเร่งสร้างน้ำย่อยออกมา
“คนที่ต้องเข้ารับการศัลยกรรมหรือมีประวัติการใช้ยาแอสไพริน” เพราะจะยิ่งทำให้หลอดเลือดบางลง อาจมีผลต่อภาวะเลือดแข็งตัวช้า เลือดไหลไม่หยุด
“ผู้ป่วยโรคความดันโลหิตต่ำ” เสี่ยงต่อการเกิดอาการช็อกหรือหมดสติได้
“ผู้หญิงตั้งครรภ์ หรืออยู่ในช่วงให้นมบุตร” เพราะมีผลต่อสารอาหารในน้ำนมให้เปลี่ยนไปจากเดิม
“ผู้ชายที่มีปัญหาเรื่องต่อมลูกหมาก” อาจกระตุ้นการก่อโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก

การกินเมล็ดเจียร่วมกับอาหารเสริมวิตามินบี 17 ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จะทำให้ร่างกายสะสมสารไฟโตนิวเทรียนต์ในปริมาณมาก กลายเป็นสารพิษที่นำมาซึ่งโรคมะเร็งในที่สุด “และไม่ควรบริโภคเมล็ดเจียติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปีเพราะร่างกายจะเกิดการเสพติด”

“แผ่นแปะมหัศจรรย์” ใช้สำหรับคุม “เบาหวาน”

ทีมนักวิจัยในสหรัฐอเมริกานำโดย เจิ้น กู่ นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยนอร์ธแคโรไลนา ประสบความสำเร็จอีกขั้นในการคิดค้นอุปกรณ์สำหรับช่วยเหลือผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวาน เพื่อให้ไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจและฉีดอินซูลินอย่างสม่ำเสมอ และเพื่อควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือด ผู้ป่วยโรคเบาหวาน เกิดจากการทำงานบกพร่องของเซลล์ชนิดหนึ่งคือ “เบตาเซลล์” ซึ่งมีมากในตับอ่อนและทำหน้าที่ผลิตอินซูลินออกมาควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดให้สม่ำเสมอ ด้วยการนำน้ำตาลส่วนเกินไปผ่านกระบวนการเพื่อเปลี่ยนแปลงไปใช้ประโยชน์ทางอื่น เมื่อเบตาเซลล์ทำงานบกพร่อง จะส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดมีมากหรือน้อยเกินไป ซึ่งส่งผลให้เกิดอาการแทรกซ้อนต่างๆได้อย่างเช่น อาการ ไฮโปกลีเคเมีย (ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ), ตาบอด, โคม่า เรื่อยไปจนถึงขั้นหนักคือเสียชีวิตได้

หลักการทำงานของแผ่นแปะเพื่อรักษาระดับน้ำตาลสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ก็คือการสร้างแผ่นพลาสเตอร์สำหรับแปะบนผิวหนังของผู้ป่วย ภายในแผ่นดังกล่าวบรรจุเบตาเซลล์ที่มีชีวิตไว้ ในขณะเดียวกันพื้นผิวด้านล่างของแผ่นแปะก็จะมีเข็มขนาดเล็กเท่ากับขนตาของคนเรา ซึ่งเล็กมากจนไม่รู้สึกเจ็บหรือรำคาญ ทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างเบตาเซลล์พิเศษที่อยู่ในแผ่นกับกระแสเลือด นอกจากนั้นทีมวิจัยยังติดตั้ง “กลูโคส ซิกแนล แอมพลิฟายเออร์” ไว้ในแผ่นสำหรับตรวจจับระดับน้ำตาลในกระแสเลือด แล้วสื่อสารไปยังกลุ่มเบตาเซลล์ให้ผลิตอินซูลินเพิ่มออกมาฉีดเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ป่วย
ข้อดีของการใช้แผ่นแปะที่ติดตั้งเบตาเซลล์ ก็คือ ผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องเข้ารับการตรวจหาระดับน้ำตาลในกระแสเลือดเพื่อให้อินซูลินอีกต่อไป ในขณะเดียวกันก็สามารถป้องกันการให้อินซูลินมากหรือน้อยเกินไปไปในตัว ทำให้มีความปลอดภัยมากกว่าแผ่นสมาร์ทอินซูลิน ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยทีมวิจัยเดียวกันนี้ก่อนหน้านี้

อย่างไรก็ตาม แผ่นเบตาเซลล์ดังกล่าวหนึ่งแผ่นสามารถใช้ควบคุมระดับน้ำตาลในกระแสเลือดในหนูทดลองได้ผลในช่วงระยะเวลาเพียง 10 ชั่วโมง ทำให้ทีมวิจัยจำเป็นต้องหาวิธีการเพิ่มระยะเวลาควบคุมดังกล่าวให้เพิ่มมากขึ้น โดยทดลองแปะแผ่นเบตาเซลล์อีกแผ่นไว้ควบคู่ไปด้วยกัน (แต่ให้ทำงานทีละแผ่น) เพื่อยืดระยะเวลาออกเป็น 20 ชั่วโมง เจิ้น กู่ หัวหน้าทีมวิจัยยอมรับว่า แผ่นเบตาเซลล์แม้จะมีความปลอดภัยสูง แต่ยังอยู่ในระยะทดลองขั้นต้นในสัตว์ทดลองเท่านั้น ยังจำเป็นต้องผ่านขั้นตอนทดลองอีกยาวนานเพื่อให้แน่ใจว่าจะใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยในมนุษย์ต่อไป

ออกกำลังกายหนัก ระวังโรค “เสพติดกล้ามเนื้อ”

ปฏิเสธไม่ได้เลยว่าเทรนด์ดูแลสุขภาพกำลังมาแรงมากๆ ในระยะ 2-3 ปีให้หลังมานี้ ไม่ว่าจะฟิตเนส วิ่ง โยคะ และการทานอาหารคลีน ยิ่งคุณผู้ชายหันมาทานโปรตีน ทั้งโปรตีนเชค อกไก่ และยกเวทอย่างหนัก หวังจะได้กล้ามเนื้อแน่นๆ ซิกแพ็คเท่ๆ รูปร่างดี เพิ่มบุคลิกให้ตัวเอง และสุขภาพแข็งแรงด้วย แต่คุณสำรวจตัวเองดีๆ สิคะว่ากำลัง “เสพติดกล้ามเนื้อ” อยู่หรือเปล่า?

โรคเสพติดกล้ามเนื้อ คืออะไร?
รู้จักโรค “อะนอเร็กเซีย” กันแล้วใช่ไหมคะ ที่คุณผู้หญิงยอมอดอาหาร ทานแล้วล้วงคอให้อาเจียน ผอมแล้วก็ยังไม่พอ มองตัวเองว่ายังอ้วนอยู่ตลอด โรคเสพติดกล้ามเนื้อของผู้ชายก็เช่นกันค่ะ ชื่อเรียกยังคล้ายกันเลย “โรคไบกอร์เร็กเซีย” ดังนั้นอาการก็จะคล้ายกัน คือ ยังมองตัวเองว่าตัวเล็กอยู่ตลอดเวลา ตัวเล็ก กล้ามเนื้อเล็ก ต้องออกกำลังกายเพิ่ม ยกเวทเพิ่ม กินโปรตีนเพิ่ม ทั้งที่จริงแล้วคุณก็อาจกำลังมีหุ่นที่สมส่วนดีอยู่แล้ว แต่ยังไม่พอใจในรูปร่างของตัวเองเสียที เป็นอาการโรคจิตอย่างหนึ่ง

อันตรายจากโรคเสพติดกล้ามเนื้อ
ผู้ป่วยโรคเสพติดกล้ามเนื้อ ถือเป็นผู้ป่วยทางจิต ที่เมื่อไม่ได้ หรือไม่มีรูปร่างที่ตนเองต้องการ ก็จะเกิดอาการซึมเศร้า อมทุกข์ เครียด ไม่พอใจ ไม่ภูมิใจในตัวเอง จนบางครั้งนอกจากอันตรายที่เกิดขึ้นจากการขาดสารอาหารแล้ว ยังอาจได้รับอันตรายจากการใช้ยาสเตียรอยด์ ในบางรายที่เผลอใช้ตัวช่วย (เหมือนที่ผู้หญิงทานยาลดความอ้วน) และหากยังซึมเศร้าต่อไปเรื่อยๆ อาจกระทบถึงการใช้ชีวิต หน้าที่การงาน การเข้าสังคม จนเลยเถิดไปถึงการคิดฆ่าตัวตายได้